เซียนองค์ที่ 1 หลีทิก๊วย

เซียนองค์ที่ 1 หลีทิก๊วย

LTK

     หลีทิก๊วย หรือ หลี่ขาเหล็ก เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. 200 เดิมชื่อหลีเหียน  เมื่อเป็นหนุ่มเป็นชายรูปงาม  กำพร้าบิดามารดา  มีความสนใจในการท่องบทคัมภีร์และมีใจฝักใฝ่ในธรรมะ  ไม่เสพเนื้อสัตว์  เป็นคนรักสันโดษ  ต่อมาได้ละเคหสถานพำนักรักษาศีลตามโรงเจ  เมื่อมีผู้มาขอทรัพย์สินและบ้านที่เคยอยู่อาศัยก็สละให้หมด  และออกบำเพ็ญตบะตามถ้ำ  ต่อมาได้เดินทางไปยังเขาฮั่วซัวฝากตัวเป็นศิษย์ของหลีเล่ากุลอาจารย์ใหญ่  พร้อมกับศึกษาธรรมบำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จ มีผู้นับถือและสมัครเป็นศิษย์มากมาย มีศิษย์ก้นกุฏิคนหนึ่งชื่อเอี้ยวจื้อ  อยู่มาวันหนึ่งหลีเหียนได้ถอดวิญญาณออกจากร่างไปหาอาจารย์  โดยบอกให้เอี้ยวจื้อดูแลร่างไว้ให้ดีครบ 7 วัน จะกลับมา  พอวันที่ 6 มารดาของเอี้ยวจื้อเจ็บหนัก  และเอี้ยวจื้อคิดว่าอาจารย์ได้ตายแล้ว  จึงเผาร่างอาจารย์และรีบเดินทางไปหามารดา  แต่มารดาได้ตายเสียก่อน  ส่วนหลีเหียนหลังจากถอดวิญญาณไปแล้วอาจารย์หลีเล่ากุลได้พาไปศึกษาวิชาเซียน 36 สำนัก เมื่อกลับมาไม่พบร่างของตน  พบแต่กองขี้เถ้าวิญญาณหลีเหียนจึงเที่ยวล่องลอยหาร่างใหม่อาศัยเมื่อไปพบศพขอทานขาพิการสกปรกมีไม้เท้าและถุงข้าวสารอยู่ข้างๆจึงเข้าไปอาศัยร่างและได้เสกไม้เท้าเป็นไม้เท้าเหล็ก  เสกถุงข้าวสารเป็นน้ำเต้า ส่วนข้าวสารก็เสกเป็นยารักษาโรค  และได้เรียกตนเองว่าหลีทิก๊วยจากนั้นก็รีบไปชุบชีวิตมารดาของเอี้ยวจื้อให้ฟื้นขึ้นแล้วหลีทิก๊วยก็กลับไปอยู่สำนักหลีเล่ากุลเป็นเซียนองค์ที่หนึ่ง  ผู้ใดปรารถนาจะให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง  ให้จุดธูปบูชาและอธิษฐานถึงเซียนหลีทิก๊วย

เซียนองค์ที่ 2 ฮั่นเจ็งหลี

เซียนองค์ที่ 2 ฮั่นเจ็งหลี

CLC 

     ฮั่นเจ็งหลี หรือ จงหลี ฉวน เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. 340 ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เป็นบุตรของเจ้าเมืองหุนตัง เดิมมีชื่อว่าเจ็งหลีกั๊กต่อมาได้เป็นแม่ทัพของกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น ได้ยกทัพไปรบกับปุดยู้แม่ทัพโทวฮวน และได้ฆ่าฟันข้าศึกล้มตายเป็นจำนวนมาก  หลีทิก๊วยเซียนองค์ที่หนึ่งเล็งด้วยญาณรู้ว่าเจ็งหลีกั๊กเดิมเป็นเซียนรักษาหอสมุดบนสวรรค์แต่ได้ทำความผิดฐานทำหนังสือประวัติโหงวแป๊ะเซียน (เซียนห้าร้อยองค์) หาย  จึงถูกลงโทษให้มาเกิดบนโลกมนุษย์  หลีทิก๊วยจึงคิดช่วยเจ็งหลีกั๊กให้ได้กลับเป็นเซียนจึงแนะอุบายให้ปุดยู้ใช้ทหารหญิงปลอมตัวไปส่งเสบียงให้ทหารของเจ็งหลีกั๊ก  ทหารหญิงพวกนี้ได้มอมสุราทหารเจ็งหลีกั๊กจนเมามาย  แล้วยกทัพเข้าตีทัพเจ็งหลีกั๊กจนแตกทัพ แต่เจ็งหลีกั๊กหนีรอดไปได้  และได้พบกับอาจารย์ตังหัวจินหยิน  อาจารย์ตังหัวจินหยินได้สอนธรรมะรวมทั้งสอนวิธีใช้ไฟธาตุในร่างกายหลอมสิ่งของต่างๆ ให้กลายเป็นทองและให้กั้นหยั่นวิเศษแก่เจ็งหลีกั๊กต่อมาเจ็งหลีกั๊กได้ลาอาจารย์เดินทางกลับบ้าน  อาจารย์ตังหัวจินหยินได้บอกกับเจ็งหลีกั๊กว่าวันหนึ่งจะกลับไปเป็นศิษย์เมื่อได้พบกับพี่ชายชื่อเจ็งหลีกั้ง  เจ็งหลีกั๊กจึงชวนพี่ชายออกบำเพ็ญตบะ  ได้ช่วยชาวบ้านฆ่าเสือและหลอมก้อนกรวดให้เป็นทองเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจน  ต่อมาวันหนึ่งหลีทิก๊วยได้มารับเจ็งหลีกั๊กไปเป็นเซียนองค์ที่สองของสำนักหลีเล่ากุน  และให้ชื่อว่าฮั่นเจ็งหลีเซียนฮั่นเจ็งหลีได้นำมนต์ใช้ไฟธาตุในตัวและกั้นหยั่นวิเศษมอบให้กับอาจารย์ฮวยเหล็งจินหยินเพื่อฝากคืนให้แก่อาจารย์ตังหัวจินหยิน ผู้ใดปรารถนาจะให้ตนมีความกล้าหาญ  เข้มแข็ง  เอาชนะศัตรูได้  พึงจุดธูปเทียนบูชาและอธิษฐานถึงเซียนฮั่นเจ็งหลี

เซียนองค์ที่ 3 ลี่ตงปิน

เซียนองค์ที่ 3 ลี่ตงปิน

LTP

     ลื่อทงปิน หรือ ลีตงปิน เกิดเมื่อ พ.ศ. 1341 ในราชวงศ์ถัง เป็นบุตรของเจ้าเมืองไฮจิ่ว ในอดีตชาติเป็นอาจารย์ตังหัวจินหยินที่กลับชาติมาเกิด วันหนึ่งได้ออกเที่ยวป่าและได้พบกับอาจารย์ฮวยเหล็งจินหยินอาจารย์ฮวยเหล็งจินหยินทราบว่าลื่อทงปินคืออาจารย์ตังหัวจินหยินที่กลับชาติมาเกิด จึงได้สอนการบำเพ็ญธรรมและวิชาใช้ไฟธาตุหลอมสิ่งของต่างๆให้กลายเป็นทอง พร้อมทั้งได้มอบกั้นหยั่นวิเศษที่ฮั่นเจ็งหลีฝากไว้ให้ต่อมาลื่อทงปินได้ออกช่วยเหลือประชาชนฆ่ามังกรยักษ์ด้วยกั้นหยั่นวิเศษและได้ปลอมตัวเป็นคนหาบน้ำมันขายผู้ใดที่ซื้อน้ำมันแล้วไม่ขอแถมก็จะอุปถัมภ์ปรากฏว่ามีหญิงชรามาขอซื้อน้ำมันแล้วไม่ขอแถมอีกทั้งยังเอื้อเฟื้อให้อาหารแก่ลื่อทงปินลื่อทงปินจึงเอาข้าวสุกโปรยลงในบ่อน้ำและเสกให้เป็นสุราอย่างดีให้หญิงชราและลูกชายขายจนร่ำรวย วันหนึ่งลื่อทงปินไปกินอาหารร้านนางซินสีและไม่ได้จ่ายเงินอยู่ 4 วัน นางซินสีก็ไม่ทวงถามลื่อทงปินจึงเอาเปลือกส้มมาเสก เป็นนกกระเรียนติดไว้กับผนังร้านเพื่อให้นางซินสีเรียกนกกระเรียนมาเต้นรำให้ผู้กินอาหารดูทำให้มีผู้มากินอาหารมากมายจนนางซินสีร่ำรวยต่อมาลื่อทงปินไปสอบเป็นขุนนางได้ชั้นจิ้นลืออยู่มาวันหนึ่งได้พบกับฮั่นเจ็งหลีเซียนองค์ที่สองฮั่นเจ็งหลีจึงชวนไปบำเพ็ญตบะที่ภูเขาเฮาะฮงลื่อทงปินรับคำแล้วลาออกจากขุนนางแล้วเดินทางแวะไปหาหญิงชราและลูกชายที่เคยเสกน้ำในบ่อให้เป็นสุราลูกชายหญิงชราพูดจายโสไม่ให้ความเคารพ ลื่อทงปินจึงเรียกเอาเมล็ดข้าวขึ้นมาทำให้สุราในบ่อกลายจึงเป็นน้ำตามเดิม จากนั้นได้แวะไปหานางซินสีนางซินสีได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีลื่อทงปินได้ขอนกกระเรียนจากผนังร้านคืนและบอกนางซินสีว่าถ้าอยากร่ำรวยก็ให้จุดธูปบูชาถึงตนจากนั้นก็ขี่นกกระเรียนไปเป็นเซียนองค์ที่สามถ้าผู้ใดปรารถนาให้ค้าขายมีกำไรร่ำรวยเป็นเศรษฐี พึงจุดธูปและอธิษฐานถึงเซียนลื่อทงปิน

เซียนองค์ที่ 4 เตียกั๊วเล่า

เซียนองค์ที่ 4 เตียกั๊วเล่า

CKL

      เตียกั๊วเล้า หรือ อาวุโสจัง กัว  เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. 1170–1226 ในสมัยพระนางบูเช็กเทียนและพระเจ้าเม่งจงฮ่องเต้กำเนิดเดิมเป็นค้างคาวเผือก ได้อาบแสงอาทิตย์ แสงจันทร์และจำศีลภาวนาหลายพันปีจึงกลายเป็นมนุษย์ มีลาเผือกเป็นพาหนะแต่จะขี่ลาหันหน้าไปข้างหลังแม้เตียกั๊วเล้าจะมีอายุมากกว่าร้อยปีแล้วแต่ก็ยังดูหนุ่มแน่นเมื่อพระนางบูเช็กเทียนทรงทราบ จึงทรงให้นางข้าหลวงไปเชิญเตียกั๊วเล้าเข้าวังแต่เตียกั๊วเล้าแกล้งทำเป็นลมชักสลบไป มีหนอนขึ้นตาม จมูก ปาก และหูทำให้ทุกคนเชื่อว่าตายไปแล้วแต่ต่อมาศพก็ได้หายไปจนกระทั่งในสมัยของพระเจ้าเม่งจงฮ่องเต้ได้ทรงให้ข้าหลวงไปเชิญเตียกั๊วเล้าเข้าเฝ้าเตียกั๊วเล้าก็แกล้งทำเป็นตายอีกพวกข้าหลวงได้พร่ำอ้อนวอนจนเตียกั๊วเล้าใจอ่อน จึงฟื้นขึ้นและยอมเข้าวังพระเจ้าเม่งจงฮ่องเต้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีต่อมาเตียกั๊วเล้าเบื่อหน่ายที่จะอยู่ในราชวังจึงทูลพระเจ้าเม่งจงขอกลับไปอยู่ตามป่าเขาพระเจ้าเม่งจงฮ่องเต้ก็ทรงอนุญาตและทรงพระราชทานสิ่งของและจัดรถลากให้โดยมีคนลากคนหนึ่งและคนเข็นหลังรถอีกคนหนึ่ง เมื่อเดินทางถึงเมืองเฮ่งจิวเตียกั๊วเล้าก็ให้คนทั้งสองกลับไปแต่หลีแซไม่ยอมกลับและมีความเลื่อมใสในตัวของเตียกั๊วเล้า จึงขอเป็นศิษย์ติดตามรับใช้ถือศีลกินเจ เรียนมนต์คาถาและศึกษาธรรมจากเตียกั๊วเล้าวันหนึ่งหลีแซได้มากราบทูลพระเจ้าเม่งจงว่าเตียกั๊วเล้าเป็นไข้ป่าตายเสียแล้ว จึงรับสั่งให้จัดโลงศพทองคำพร้อมกับทำฮวงซุ้ยบรรจุศพอย่างดีแต่พอเปิดโลงศพออกไม่พบศพมีแต่กระดาษเขียนทูลลาว่าต้องไปเป็นเซียนองค์ที่สี่ผู้ที่ปรารถนาให้ตนมีเสน่ห์และเป็นที่นิยมรักใคร่ของคนทั้งหลายให้จุดธูปบูชา และให้อธิษฐานถึงเซียนเตียกั๊วเล้า

เซียนองค์ที่ 5 หลั่นไฉ่เหอ

เซียนองค์ที่ 5 หลั่นไฉ่เหอ

LSH

     หลั่น ไฉ่เหอ  ตามตำนานเล่าว่าน่าไช่ฮั้วเป็นวณิพกเที่ยวร้องเพลงขอทานไปตามหมู่บ้าน มีเครื่องแต่งกายคร่ำคร่าอยู่ 2 ชุด ชุดหนึ่งหนาใช้ใส่ในฤดูร้อน ส่วนอีกชุดหนึ่งบางใช้ใส่ในฤดูหนาวซึ่งผิดกับคนธรรมดาทั่วๆ ไปและมีกรับอันหนึ่งยาวสามฟุตใช้ขยับให้จังหวะขณะร้องเพลงอยู่มาวันหนึ่งน่าไช่ฮั้วได้ตีกรับร้องเพลงไปตามหมู่บ้านจนเผลอหลงเข้าไปในป่าหาทางกลับไม่ถูกพอพลบค่ำน่าไช่ฮั้วได้หาที่นอนบริเวณเชิงเขาครั้นถึงเวลายามเศษก็แว่วเสียงดุริยางค์มาจากท้องฟ้าน่าไช่ฮั้วจึงแหงนขึ้นดู ก็เห็นเซียนหลายองค์นั่งอยู่ในกลุ่มก้อนเมฆมีเซียนองค์หนึ่งได้ร้องบอกให้น่าไช่ฮั้วอย่ามัวเที่ยวขอทานอยู่เลยให้ตั้งหน้าตั้งตารักษาศีล ท่องมนต์ บำเพ็ญเพียรญาณตบะให้มั่นคงอีกสามวันแห่งสวรรค์หรือสามปีในโลกมนุษย์จะมารับไปเป็นเซียนและมอบคัมภีร์ให้น่าไซ่ฮั้วได้บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมภาวนามนต์ตามคัมภีร์จนจบ มีคนมาฝากตัวเป็นศิษย์มากมายในคืนวันเดือนเพ็ญคืนหนึ่งขณะที่น่าไซ่ฮั้วนั่งสนทนากับศิษย์จำนวนร้อยแปดคนในถ้ำก็แว่วเสียงดุริยางค์สังคีตล่องลอยมาจากท้องฟ้าน่าไช่ฮั้วก็ทราบโดยทันทีว่าหลีทิก๊วยมารับตนไปเป็นเซียนแล้วน่าไช่ฮั้วจึงบอกศิษย์ทุกคนจงตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมแล้วน่าไช่ฮั้วก็เสกกรับของตนให้เป็นนกกระเรียนแล้วให้นกกระเรียนสลัดขนไว้ร้อยแปดอันเสกเป็นกำไรมือพร้อมกับให้ศิษย์เก็บไว้คนละอัน กำไรมือจะช่วยป้องกันอันตรายเว้นแต่ผู้ไม่สุจริตเท่านั้นหลังจากนั้นน่าไซ่ฮั้วก็ขึ้นขี่นกกระเรียนตามหลีทิก๊วยไปเป็นเซียนองค์ที่ห้า ผู้ใดปรารถนาให้ตนได้เป็น ศิลปินที่มีผู้คนนิยมพึงจุดธูปบูชาและอธิษฐานถึงเซียนน่าไช่ฮั้ว

Main Menu
::ดาวน์โหลดข้อมูล
:: จำนวนผู้เยี่ยมชม
439125
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
191
473
1348
409539
7254
13123
439125

Your IP: 54.198.54.142
Server Time: 2017-09-21 14:00:31
ติดตามข่าวสารผ่าน Facebook